ซูชิ(Sushi) หมายถึง นิงิริซูชิ ที่เป็นข้าวมาอัดเป็นก้อนและมีเนื้อปลาวางบนด้านหน้า ข้าวนั้นจะมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู วางหน้าด้วย ปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ หน้าที่เป็นที่นิยมได้แก่ ปลา อาหารทะเล ไข่ เนื้อที่นำมาใช้อาจจะเป็นของสด ดิบ หรือ ผ่านกระบวนการทำอาหารแล้ว อย่าง การย่าง ปิ้ง เป็นต้น สำหรับในประเทศอื่นซูชิส่วนใหญ่มักใส่วาซาบิ บนข้าวเพื่อให้ได้ความอร่อยมากยิ่งขึ้น

 
       

 

ซาชิมิ (Sashimi)  คือ การนำเนื้อดิบจากสัตว์ เช่น ปลาทะเลมาหั่นหรือแล่สดๆ แล้วรับประทานควบคู่กับเครื่องปรุงรสอย่าง โซยุ และยังมี ทสึมะ (เครื่องเคียง) ต่างๆ เช่น วาซาบิ ขิงดอง หัวไชเท้าขูดเส้น และ ใบชิโสะ ทานคู่กัน ปัจจุบันซาชิมิมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการหลักๆ 2 ชื่อ ซึ่งเรียกแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น คือ “โอะซาชิมิ” แถบภูมิภาคคันโต และ “โอะทสึคุริ” แถบภูมิภาคคันไซ

 
       

 

โซบะ(Soba)   เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้ความนิยมชนิดหนึ่ง ทำจาก แป้งบัควีท  มีลักษณะเป็นเส้นยาว สีน้ำตาล นิยมรับประทานทั้งแบบเย็นโดยจุ่มกับซอส หรือแบบร้อนทานในน้ำซุปร้อนๆ ในประเทศญี่ปุ่นเองนิยมเรียกอาหารเส้นที่เป็นเส้นขนาดเล็กว่า “โซบะ” และอาหารเส้นขนาดใหญ่ว่า “อุด้ง” ทำจากแป้งสาลี โซบะสามารถหารับประทานได้ทั่วไปตั้งแต่ในร้านอาหารจานด่วนตามสถานีรถไฟจนถึงร้านอาหารหรูหราราคาแพง นอกจากนี้ยังสะดวกสบายสำหรับหาซื้อไปรับประทานเองที่บ้านได้อย่างเส้นโซบะแบบเส้นแห้งและบะหมี่สำเร็จรูปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย  ในประเทศไทย มักเรียกเส้นบะหมี่ฮกเกี้ยนซึ่งมีลักษณะเส้นใหญ่ หนา สีเหลืองว่า เส้นโซบะ และยังนิยมนำบะหมี่ชนิดนี้มาผัดคล้ายอาหารญี่ปุ่นที่เรียกว่า ยากิโซบะ อีกด้วย

 
       

 

ราเม็ง (Ramen) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้แน่ชัด แต่สมมุติฐานหนึ่งคือคำว่า "ราเม็ง" มาจากภาษาจีน คำว่า"ลาเมียน" (拉麺) ที่มีความหมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด ราเม็งเริ่มเป็นที่นิยมในยุคโชวะ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการนำแป้งราคาถูกจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาสู่ตลาดญี่ปุ่นมากมาย ขณะเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นได้กลับมาจากการรบที่ประเทศจีน จึงได้มีการผสมผสานการทำบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น และเรียกว่า “ราเม็ง” ขึ้น ราเม็งมักจะทานคู่กับ เนื้อหมู สาหร่าย คะมะโบะโกะ ต้นหอม และบางครั้งจะมีข้าวโพดเพิ่มเติม ราเม็งมีการปรุงรสแตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่น ขึ้นอยู่กับของขึ้นชื่อในแต่ละพื้นที่นั้นๆ เช่น เกาะคีวชู - ทงโคสึราเม็ง (ราเม็งซุปกระดูกหมู) หรือ เกาะฮกไกโด - มิโซะราเม็ง(ราเม็งเต้าเจี้ยว)

 
       

 

ขาปูยักษ์ ฮอกไกโด ของสดขึ้นชื่อที่ชาวญี่ปุ่นนิยมทานกันในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนมกราคม ที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นจะมี 2 สายพันธุ์ อันดับหนึ่ง คือ Red King Crab (ทะระบะกานิ) รองลงมาคือ Blue King Crab  (อะบุระกานิ) สองสายพันธุ์นี้มีลักษณะภายนอกคล้ายกันมาก โดยราคาของทะระบะกานิจะแพงกว่าประมาณตัวละ 7,000 เยนขึ้นไป ส่วนอะบุระกานิ ราคาประมาณ 3,000 เยนขึ้นไป ความแตกต่างของสองสายพันธุ์นี้ให้ดูที่ บนส่วนกลางกระดองของเจ้าปูยักษ์จะมีจุดไม่เหมือนกัน ทะระบะกานิ มี 6 จุด ส่วนอะบุระกานิ มีเพียง 4 จุดเท่านั้น  ส่วนที่นิยมทานกันก็จะเป็นขาปู ที่สามารถนำไปทำเมนูย่างบ หม้อไฟ ซูชิ ซาชิมิ หรือทำซุปมิโสะก็ได้

 
       

 

โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki) เป็นอาหารญี่ปุ่น ที่มีส่วนผสมของแป้ง น้ำ ผักกะหล่ำ ไข่ มันญี่ปุ่นและเนื้อสัตว์ อย่าง ปลาหมึก ไก่ กุ้ง เนื้อ โดยสามารถใส่เพิ่มลงไปได้อย่างไม่จำกัดไม่มีรูปแบบ โอโคโนมิยากิ มาจากคำว่า ‘โคโนมิ’ หมายถึง ‘ชอบ’ ส่วน ‘ยากิ’ หมายถึง ‘ปิ้ง,ย่าง’ ดังนั้น ‘โอโคโนมิยากิ’ จึงมีความหมายประมาณว่า ปิ้งย่างในสิ่งที่ชอบ คนไทยหลายคนมักชอบเรียก พิซซ่าญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาหารทานเล่นที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายและยังมีการคิดค้นเมนูส่วนผสมใหม่ๆลงไปตลอก เช่น โมจิ และชีส เป็นต้น

 
       

 

ทาโกะยากิ (Takoyaki) อาหารยอดนิยมในแถบคันไซที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองโอซาก้าประเทศญี่ปุ่น ทาโกะยากิ มีลักษณะเป็นลูกกลมๆทอดจนเป็นสีน้ำตาลราดด้วยซอสและมายองเนสโรยหน้าด้วยผงสาหร่ายและแผ่นปลาแห้ง  ส่วนผสมของทาโกะยากินั้นจะประกอบด้วยน้ำแป้ง, ขิงดอง, แป้งทอด, หอมสับ , แล้วก็ที่ขาดไม่ได้คือหนวดปลาหมึกยักษ์ (Tako) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อทาโกะยากินั่นเอง คำว่า "Yaki" ก็แสดงถึงวิธีทำก็คือการเอาส่วนผสมเหล่านี้ลงไปทอดในกระทะที่มีลักษณะเป็นหลุมนั่นเอง