แนะนำประเทศญี่ปุ่น
ตัวอักษรคันจิของชื่อญี่ปุ่นแปลว่าถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ จึงทำให้บางครั้งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย  ภูมิประเทศของญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นหมู่เกาะ ซึ่งประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ ประมาณ 3,900 เกาะ หมู่เกาะญี่ปุ่นทอดตัวเป็นรูปโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว โดยมีความยาวทั้งสิ้น 3,800  กิโลเมตร โดยมีเกาะใหญ่ที่สำคัญ 4 เกาะ ได้แก่ เกาะฮอกไกโด เกาะฮอนชู เกาะชิโกกุ และเกาะกิวชู โดยที่ทั้ง4 เกาะ
ล้วนมีสถานทีท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งสิ้น พื้นที่ส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นภูเขา และภูเขาไฟ โดยจำนวนภูเขาไฟในประเทศญี่ปุ่นมีมากถึงประมาณ 1 ใน 10 ของทั้งโลก โดยมีภูเขาฟูจิเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น (3,776 เมตร) และจากการที่ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่ในเขตที่มีภูเขาไฟมากทำให้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอยู่เสมอ นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือประมาณ 128 ล้านคน  เมืองหลวงของญี่ปุ่นคือกรุงโตเกียว ซึ่งถ้ารวมบริเวณปริมณฑลเข้าไปด้วยแล้วจะกลายเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีประชากรอยู่อาศัยมากกว่า 30 ล้านคน ซึ่งประชากรของญี่ปุ่นส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาชินโต ในขณะที่บางส่วนนับถือศาสนาคริสต์และลัทธิขงจื้อ ตามลำดับ

วัฒนธรรมของญี่ปุ่น  
ภาษา
ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ใช้ทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกัน ไปตามท้องถิ่นต่างๆ ในขณะที่ภาษาอังกฤษมีการใช้เฉพาะในบริเวณสนามบิน โรงแรมใหญ่ ๆ และสถานที่ราชการบางแห่งที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ

การแต่งกาย
ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น มีฝนตกเนื่องจากมีภูมิประเทศเป็นเกาะ เสื้อผ้าที่สวมใส่จึงต้องให้ความอบอุ่น ในสมัยก่อนนิยมใส่ “กิโมโน” ซึ่งเป็นเสื้อคลุมยาวถึงเท้า มีผ้าคาดเอว ของสตรี เรียกว่า “โอบิ” คาดทำให้ดูไม่รุ่มร่าม ซึ่งส่วยใหญ่จะใช้สีตัดกับกิโมโน สวมถุงเท้า เรียกว่า “ทาบิ” รองเท้า เรียกว่า “โซบิ”  แต่เนื่องด้วยกิโมโนมีราคาแพงและไม่สะดวกต่อการทำงานประจำวัน ปัจจุบันจึงนิยมแต่งกายแบบสากลนิยมตะวันตกแทน และใส่กิโมโนเฉพาะโอกาสพิเศษ วันฉลองครบรอบ 20 ปี ของหนุ่มสาว หรือในพิธีแต่งงาน เท่านั้น ชุดกิโมโนในสมัยโบราณจะสวมทับกันหลายชิ้น โดยเฉพาะตระกูลขุนนางจะสวม ถึง 12 ชิ้น แต่ปัจจุบันจะสวมทับกันเพียง 2 – 3 ชิ้น นอกจากกิโมโนแล้วยังมีเครื่องแต่งกายแบบอื่นอีก เช่น  เสื้อแฮปปี้ เป็นเสื้อชิ้น นอกสีดำ สำหรับคนงานแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน เสื้อฮาโอริ เป็นเสื้อชิ้น นอกสีดำเช่นกัน จะมีลวดลายเป็นสีขาวหรือเครื่องหมาย นามสกุล เสื้อฮะกามา เป็นเสื้อที่มีรูปร่างคล้ายกางเกงขากว้าง ใช้ในงานพิธี ยูกาตะ เป็นกิโมโนทำจากผ้าฝ้าย ใส่ได้ทั้งชายและหญิง สีไม่สด เป็นชุดที่ใส่อยู่กับบ้านหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ต่อมาได้มีการนำชุดยูกาตะมาใส่ในงานประเพณี และเทศกาลในฤดูร้อน ทำให้มีลวดลายสีสันขึ้น และชุดผู้หญิงจะมีสีสันมากกว่าชาย โกโซเดะ เป็นชุดกิโมโนของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เป็นชุดกิโมโนแขนยาว ธรรมดา “ฟูริโวเดะ” เป็นกิโมโนของหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานมีแขนยาวกว้างเป็น
พิเศษ สุดท้าย Shiro-maku กิโมโนสำหรับใส่ในงานแต่งงาน

การทักทายในประเทศญี่ปุ่น (Aisatsu)

ชาวญี่ปุ่นเป็นชาติที่ให้ความสำคัญต่อการทักทายกันมาก จัดว่าเป็นมารยาทที่สำคัญ แต่ไม่ได้หมายถึงการทักทายด้วยท่าโค้งตัว (Ojigi) แต่หมายถึงการพูดคำทักทายกันในภาษาญี่ปุ่นมีคำทักทายที่ใช้ในชีวิตประจำวันหลายชนิด ในคำทักทายของญี่ปุ่นจะมีคำที่ใช้เป็นคู่กัน เช่น

はじめまして。ชื่อ です。どうぞ よろしく。
Hajimemashite.  ชื่อ desu. Douzo yoroshiku.
ฮะจิเมะมาชิเตะ  (ชื่อ) เดส  โด้โซะ โยะโระชิคุ
ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันชื่อ .... ครับ/ค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ/ค่ะ

การโค้ง
การโค้งในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Rei”  (เร) หรือ “Ojigi” (โอจิกิ) ชาวญี่ปุ่นนิยมโค้งในเวลาที่พบหรือลา มีประเพณีการโค้งของคนญี่ปุ่นตามกาลเทสะ เช่น การโค้งผู้อาวุโสควรก้มให้ลึก แต่ถ้าระดับเท่ากันโค้งพองาม นอกจากโค้งเวลาพบกันหรืออำลาจากกันแล้วสามารถโค้งเมื่อต้องการขอบคุณ

การโค้งทักทาย = (Eshaku อิชิคุ) คือ การทักทายกับผู้ที่สนิทแบบเป็นกันเอง วิธีการคือ ก้มตัวทำมุมประมาณ 15 องศา
การโค้งเคารพแบบธรรมดา =  (Futsuu Rei ฟุสึยุ) คือ การทักทายกับผู้ที่เรารู้จัก หรือพนักงานขายกับลูกค้า วิธีการคือ ก้มตัวประมาณ 30 องศา
การโค้งเคารพแบบนอบน้อม = (Saikei Rei ซาอิเครอิ เรอิ) คือ การให้ความเคารพกับผู้ใหญ่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า หรือเจ้านายที่มีตำแหน่งสูง วิธีการคือ ก้มตัวประมาร 45 องศา กับแนวเส้นตรง

มารยาทบนโต๊ะอาหาร
ขณะรับประทานอาหารคนญี่ปุ่นมักจะพูดคำว่า  Oishii  ซึ่งแปลว่าอร่อย  เพื่อชมผู้ปรุงอาหารและถือเป็นการขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนั้น นอกจากนั้นตามมารยาทของคนญี่ปุ่นแล้วควรจะทานข้าวให้หมดชาม ถ้าเป็นอาหารชุดก็ควรจะทานหมดทุกอย่าง  ยกเว้นแต่ว่าจะทานไม่ไหวแล้วจริง ๆ  ชาวญี่ปุ่นส่วนมากจะใช้ตะเกียบในการรับประทานอาหาร จึงมีมารยามบางอย่างที่คนญี่ปุ่นจะไม่ทำในขณะรับประทานอาหารโดยใช้ตะเกียบ เช่น การจับตะเกียบและถ้วยข้าวด้วยมือเดียวกัน การเลื่อนชามไปข้างหน้าด้วยตะเกียบ การเสียบอาหารด้วยตะเกียบ การใช้ตะเกียบเลือกอาหารที่มีรสอร่อย หรือน่ากินในจานอาหาร การถือตะเกียบจดๆจ้องๆไตร่ตรองถึงสิ่งที่จะรับประทานอาหารบนโต๊ะอาหาร การเสียบตะเกียบไว้บนข้าว ห้ามขูดเม็ดข้าวจากตะเกียบ ห้ามทานอาหารจากซุปโดยไม่ยกชามซุปขึ้นจากถาด ห้ามตักอาหารจากจานซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกฟากหนึ่งโดยที่ไม่ยกจานขึ้นมา ห้ามหยิบอาหารที่มีซอสเหลวๆวางบนข้าว หรือทานข้าวราดน้ำซอส เป็นต้น

เมื่อได้รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่น
การได้รับเชิญไปบ้านคนญี่ปุ่นนับว่าเป็นเกียรติมาก ด้วยขนาดพื้นที่บ้านคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็ก การนำของฝากเล็กๆน้อยๆติดมือไปฝากเจ้าของบ้าน ก็ถือเป็นมารยามอย่างนึง และอย่านำเพื่อนตามไปเยี่ยมบ้านคนญี่ปุ่นโดยไม่ได้รับเชิญ เจ้าของบ้านจะอึดอัดและเป็นการไม่สุภาพ

รองเท้า

คนญี่ปุ่นถือเรื่องเท้าคล้ายคลึงกับคนไทย เช่น ห้ามสวมรองเท้าในบ้าน วัด โรงแรมแบบญี่ปุ่น ร้านหรือห้องอาหารบางแห่ง โดยปรกติแล้วจะมีการเตรียมรองเท้าแตะไว้ให้ก่อนเข้าบริเวณที่ห้ามสวมรองเท้า แต่ถ้าเป็นพื้นที่ปูเสื่อตะตะมิ แม้รองเท้าแตะก็ต้องถอดก่อนขึ้นไปนั่งหรือเดิน ต้องถอดรองเท้าไว้ที่เกงคัง (บริเวณหน้าบ้าน สำหรับไว้ถอดรองเท้าก่อนขึ้นบ้าน) โดยให้ปลายรองเท้าหันไปทางด้านประตูเท่านั้น นอกจากนี้เวลาเข้าห้องน้ำจะมีรองเท้าแตะที่จัดไว้ใช้เฉพาะสำหรับห้องน้ำ